ความพ่ายแพ้เดียวที่ทำให้ มูรินโญ่ ร้องไห้ในฐานะโค้ช

ความพ่ายแพ้เดียวที่ทำให้ มูรินโญ่ ร้องไห้ในฐานะโค้ช

โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมเดอะ สเปเชียล วัน ออกมาเปิดเผยถึงการร้องไห้กับความพ่ายแพ้ ซึ่งเป็นครั้งเดียวในฐานะการคุมทีม เมื่อตอนที่คุมเรอัล มาดริดเจอกับบาเยิร์น มิวนิค ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ ในปี 2012 ยักษ์ใหญ่ของเยอรมันผ่านทีมของมูรินโญ่เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ หลังเอาชนะไปด้วยการดวลจุดโทษที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาบิว โดยเอาชนะไปในเวลาปกติด้วยสกอร์ 2-1 จนต้องต่อเวลาพิเศษ หลังจากบุกไปแพ้ที่อัลลิอันซ์ อารีน่า ด้วยสกอร์เดียวกันในเลกแรก

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ทำคนเดียวสองประตูในเลกสอง แต่เป็นอาร์เยน ร็อบเบนที่ทำประตูให้กับบาเยิร์น จนทำให้สกอร์รวมเป็น 3-3 หลังจากจบเกม จนต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ เนื่องจากไม่มีประตูเพิ่มเติมในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่กลายเป็นโรนัลโด้, กาก้า และเซร์คิโอ รามอส ที่ยิงพลาด ทำให้ทีมพ่ายจุดโทษด้วยสกอร์ 3-1 โดยบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์สังหารเข้าประตูไปเป็นคนสุดท้าย

บาเยิร์น เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยพบกับเชลซี และได้เล่นในบ้านที่สนามอัลลิอันซ์ อารีน่า แต่ไม่อาจจะใช้ความได้เปรียบได้ จนแพ้ให้กับตัวแทนจากอังกฤษในการดวลจุดโทษไปเช่นเดียวกัน หลังเสมอกันในเวลาปกติ 90 นาที และช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยสกอร์ 1-1

มูรินโญ่ให้สัมภาษณ์กับมาร์ก้า และย้อนไปถึงเกมดังกล่าวว่า “มันน่าเสียดาย แต่นั่นแหละ มันคือฟุตบอล คริสเตียโน่, กาก้า, เซร์คิโอ รามอส กับ 3 สัตว์ประหลาดที่สมบูรณ์แบบของวงการฟุตบอล ไม่มีใครสงสัยในเรื่องนั้นเลย แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดา”

“มันเป็นค่ำคืนเดียวในอาชีพของผมในฐานะโค้ช เมื่อผมร้องไห้ออกมา หลังจากพบกับความพ่ายแพ้ ผมจำได้ดี ไอตอร์ การาก้า (ผู้ช่วยผู้จัดการทีม) ผมดึงเขาเข้ามาที่หน้าบ้านผม หลังจากผมร้องไห้อยู่ในรถ มันเป็นอะไรที่ยากมากๆ เพราะพวกเราเป็นทีมที่ดีที่สุดในฤดูกาลนั้น”

เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ลาลีกาได้ในฤดูกาลดังกล่าว โดยทำผลงานออกมาได้อย่างโดดเด่น เก็บได้ถึง 100 คะแนนในลีก มากกว่าบาร์เซโลน่า 9 คะแนน และยังทำสถิติทำประตูได้ถึง 121 ประตู ในฤดูกาล 2011-12 ซึ่งเป็นสถิติใหม่ทั้งคะแนน และการทำประตู โดยทีมแพ้ไปเพียง 2 เกมในลีก กับการพบกับเลบานเต้ และบาร์เซโลน่า

มูรินโญ่คุมมาดริดตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2013 คุมทีมไปทั้งหมด 178 เกมรวมทุกรายการ คว้าชัยชนะได้ถึง 128 เกม ก่อนที่จะมาคุมเชลซี เป็นครั้งที่สอง และพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นสมัยที่ 3 ของเจ้าตัว ก่อนที่จะคุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทำหน้าที่นายใหญ่ให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สในปัจจุบัน